Thursday, February 23, 2012

Thai Chicken Panang Curry


One of my friends said that he loves Thai cooking so much but  one of his favourite dishes that he can't master is "Panang curry". He would love to know how to make it and asked me what did he do wrong?. The answer can be many reasons. It could be ingredients (curry paste, fish sauce or even coconut milk) as I have always had my favourite cooking products that I thought they are good :) The other reason could be because you did not put the ingredients in the right order. Could be anything!

First of all you need to know that Panang curry MUST have shredded Kafir lime leaves otherwise it won't smell right. Secondly you need to ensure that the coconut oil is done correctly. You need to make sure the coconut oil is separated from the milk and that you have an oily surface. And lastly, Panang curry always tastes better if left overnight (optional).

The recipe below may not be the best Panang curry recipe in the world but this is how I have been taught by my mother. But I guarantee it is authentic and it tastes the way Panang curry should taste.

Ingredients for 2 serves

1. Meat of your choice (Chicken, pork or beef) 400g
2. Panang curry paste ( I used Mae Ploy brand) 2-3 table spoon or to taste
3.  Coconut milk (Chao koa brand) 500ml
4. Fish sauce (to taste)
5. Sugar (to taste)
6. Shredded Kafir lime leaves (2-3 big leaves)
7. Peanut oil 2-3 table spoons

Directions
1. Put 2-3 tablespoons of peanut oil in a pan, add 2-3 tablespoons of Panang curry paste and fry on low heat for 2-3 minutes. Make sure that it is LOW heat otherwise you might burn the curry paste and it will taste bitter. When it starts smelling nice and fragrant, the paste is ready.

2. To separate the coconut oil. Add about 200 ml coconut milk to the curry paste and let it simmer for another 3-4 minutes. Stir occasionally and when you see a lot of little bubbles it means the coconut oil is separated from the milk.

3. Add meat of your choice. Mix well with coconut milk and curry paste in the pan for a couple minutes then add the rest of the coconut milk and stir well.

4. Have a taste. Normally pre-made curry paste has quite a lot of salt, so you have to taste it to ensure that your Panang curry wont taste too salty. Add a little bit of fish sauce if need be, followed with about 1 1/2 tablespoons of sugar.

5. Have another taste, why not?? I think if you talk to 95 Thai persons out of 100 they will have a similar way of cooking. We love tasting our food. Don't be shy to have a taste until you get it right: if it is too salty add a little bit more sugar. And if it is too sweet, add a little bit more fish sauce.

6. When it tastes right to you, the last step is to add shredded Kafir lime leaves and a slice of red chilli to garnish.

Keep in mind that Panang Curry tastes absolutely delicious if left overnight.

Enjoy!!!


Saturday, January 7, 2012

Monday, December 12, 2011

ทอดปลาส้ม

ปลาส้มอันนี้ไม่ได้ทำเองนะคะ แต่เพราะว่าไม่ได้อัพบล็อกนานมากเพราะว่าช่วงนี้กำลังลดน้ำหนักก่อนขึ้นชก เอ้ย..ก่อนที่จะกลับไทยเดือนมกรา ก็เลยเอามาให้เรียก
น้ำย่อย ปลาตะเพียนที่ออสเตรเลียก็มีอยู่เหมือนกันนะคะ ตัวนึงก็ไม่แพงมาก อยากจะลองซื้อมาทำปลาส้มอยู่เหมือนกัน เอาไว้ได้ฤกษ์เมื่อไหร่จะลองทำดูนะคะ ช่วงนี้
ก็ดูรูปนี้ไปแทนก่อนละกัน :) ปลาส้มชิ้นนี้ราคาไม่แพงค่ะ สองเหรียญกว่าๆ สำหรับใครที่อยู่แคนเบอร์ร่าลองไปหาซื้อที่ร้านออเรียนทัล (ร้านเวียดนาม) ได้นะคะ เราว่า
คุ้มกว่าซื้อมาทำเองอีกนะ

Monday, November 7, 2011

แกงเขียวหวานไก่ใส่ลูกชิ้นปลา - Chicken green curry with fish balls and bamboo shoots



แกงเขียวหวานนี่เป็นอะไรที่ตอนอยู่เมืองไทยแล้วไม่ค่อยโปรดเท่าไหร่นัก เพราะอาหารที่เมืองไทยนั้นมีให้เลือกทานหลายอย่าง ไม่ซ้ำ แต่พอมาอยู่เมืองนอกแล้วกลับนึกอยากกินขึ้นมาบ่อยๆ อาจจะเป็นเพราะอยู่ที่นี่อาหารไทยอร่อยๆ เป็นรสชาดไทยแท้ๆนั้นหาทานยาก อาจจะเป็นเพราะเรื่องส่วนประกอบต่างๆ ไม่สด จริงๆแล้วที่ออสเตรเลียนั้นมีร้านอาหารไทยเยอะมากกกก แต่ร้านอาหารทั่วไปก็มักจะทำให้ฝรั่งทานได้ บางเจ้าก็ใส่นม บางเจ้าก็ไม่ได้มีรสชาดความเผ็ดเอาซะเลย เราก็เลยนึกอยากทำแกงเขียวหวานแบบอร่อยๆ ที่แม่เคยทำให้กินตอนเด็กๆ แบบที่มีกะทิแตกมัน แล้วก็ถึงรสเครื่องแกง

มา มาดูขั้นตอนการทำแกงเขียวหวานชามนี้กันเถอะค่ะ

วัตถุดิบ
1. ไก่ จะเป็นเนื้อส่วนไหนก็แล้วแต่ชอบ แต่เราชอบน่องบน กับปีก ประมาณ 400 กรัม
2. หน่อไม้ ซื้อจากร้านเอเชีย ที่อยู่ในแพคแล้วเอามาผ่าครึ่ง หั่นเฉียง ประมาณ 250 กรัม
3. ลูกชิ้นปลา 1 แพค ประมาณ 250 กรัม
4. กะทิกล่องตราชาวเกาะ (หรือยี่ห้ออะไรก็ได้ที่หาได้ แต่เราชอบยี่ห้อนี้) ประมาณ 750ml
5. พริกแกงเขียวหวาน เราใช้แบบสำเร็จยี่ห้อแม่พลอย ประมาณ 2-3 ช้อนโต๊ะ พูนๆ
6. น้ำมันพืช 2-3 ช้อนโต๊ะ

พวกสมุนไพร
1. พริกสด สีแดง สีเขียว หั่นเฉียง 4-5 เม็ด
2. ใบมะกรูด 4-5 ใบ
3. ใบโหระพา ประมาณ 4-5 ก้าน

ปรุงรส
1. น้ำปลา
2. น้ำตาล

วิธีทำ
ให้นำกะทะใส่น้ำมันตั้งไฟปานกลาง นำพริกแกงมาผัด ระวังอย่าเปิดไฟแรงเพราะแทนที่พริกแกงจะเขียว หอม จะกลายเป็นไหม้ไปซะก่อน รอจนพริกแกงมีกลิ่นหอม จึงใส่กะทิลงไป กะทิกล่องที่เราใช้ ก่อนใช้เราเขย่าก่อน แต่ไม่ต้องมากนะเพราะว่าเราอยากได้หัวกะทิมาเคี่ยวกับพริกแกง

จากนั้นก็คนพริกแกงกับกะทิ  รอให้แตกมัน นั่นก็คือให้พริกแกงกับกะทิเดือดปุดๆ ไอ้วงเล็กๆ นั่นแหล่ะคือการแตกมันของกะทิ น้ำกะทิจะแห้งลงนิดหน่อย ใส่น่องไก่ลงไปผัดๆพอเป็นพิธี แล้วเติมน้ำกะทิที่เหลือลงไป ทีนี้เราจะเป็นแล้วว่ากะทิแตกมันก็คือส่วนของน้ำมันที่ลอยอยู่เหนือกะทินั่นเอง แกงของเราจะมีหน้าตาน่าทานและสีสันสวยงาม :D

จากนั้นก็รอให้น้ำแกงเดือด ปรุงรสด้วยน้ำตาล และน้ำปลา ให้ระวังอย่าใส่น้ำปลาเยอะเพราะตัวพริกแกงเขียวหวานจะออกเค็มหน่อยๆ อยู่แล้ว แล้วหน่อไม้บางทีก็ออกเปรี้ยว ให้ปรุงออกหวานนำ

จากนั้นใส่พริกสด ฉีกใบมะกรูด แล้วก็ใส่ใบโหระพา คนให้เข้ากัน แล้วปิดไฟ ยกลงจากเตา

Saturday, November 5, 2011

ผัดพริกแกงหน่อไม้ใส่ลูกชิ้นเนื้อ - Stir fried bamboo shoots and meat balls with red chilli paste and kafir lime leaves



1. หน่อไม้ หั่นเป็นชิ้นพอคำ ประมาณ 400 กรัม
2. ลูกชิ้นเนื้อ หั่นครึ่ง ประมาณ 5-6 ลูกหรือตามความชอบ เราใช้ประมาณครึ่งแพค
3. เนื้อหมู หั่นเป็นชิ้นบางๆ ไม่ต้องเยอะนะคะเดี๋ยวจะแย่งซีนลูกชิ้นเนื้อ
4. ใบมะกรูด 4-5 ใบใหญ่
5. พริกแกงแดง 1-2 ช้อนโต๊ะ
6. พริกสด แดง+เขียว หั่นเฉียง เพื่่อเพิ่มสีสัน
7. น้ำตาล
8. น้ำปลา
9. ซอสหอยนางรม
10. น้ำมันพืช 2-3 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ
1. ตั้งกะทะไฟปานกลาง ใส่น้ำมันพืชประมาณ 2-3 ช้อนโต๊ะ แล้วตามด้วยพริกแกง ผัดพริกแกงให้หอม อย่าเปิดไฟแรงเพราะเดี๋ยวพริกแกงจะไหม้
2. น้ำเนื้อหมูลงไปคลุกกับพริกแกง ไม่ต้องนานมากนะคะเพราะเดี๋ยวเนื้อหมูจะแข็งไม่อร่อย จากนั้นตามด้วยลูกชิ้นเนื้อ แล้วก็หน่อไม้ คนให้เข้ากัน
3. ดูว่าถ้าแห้งไปให้เติมน้ำเปล่าลงไปนิดหน่อย
4. ปรุงรสด้วยน้ำปลา น้ำตาล และน้ำมันหอย ระวังอย่าให้หนักมือนะคะเพราะว่าพริกแกงนั้นจะเค็มอยู่แล้ว และบางครั้งหน่อไม้ก็จะออกเปรี้ยว ถ้าใส่เค็มมากแล้วจะแก้ยาก ยิ่งเติมน้ำตาลเข้าไปแล้วจะกลายเป็นเปรี้ยวหวานไปซะงั้น ให้ใส่ทีละน้อยแล้วก็ชิม ถ้าเค็ม ก็ใส่หวานตัด ถ้าหวาน ก็ใส่เค็มตัด งงไหมคะ อิอิ เอาเป็นว่าให้ชิมตามรสชาดที่ตัวเองชอบนั่นแหล่ะค่ะดีที่สุด
5. พอได้รสชาดที่ชื่นชอบก็ให้ฉีกใบมะกรูดใส่เข้าไป แล้วก็ตามด้วยพริกสด จากนั้นก็ปิดแก็สแล้วยกลงเตา

Sunday, October 16, 2011

แกงอ่อมไก่ใส่มะเขือ



แกงอ่อมนี่จัดว่าเป็นอาหารอีสานจานโปรดจานหนึ่งของเราเลยก็ว่าได้ เมื่อตอนอยู่เมืองไทยกินซื้อเจ้าประจำอยู่บ่อยๆ หรือไม่ก็มีแม่ทำให้ทาน แต่พอมาอยู่ต่างบ้านต่างเมืองแล้ว สาวไทยอย่างเราก็อดไม่ได้ที่จะต้องจัดหามาสนองความอยาก อิอิ จริงๆ แล้วแกงอ่อมไม่ได้ทำยากอย่างที่เราเคยคิดไว้เลย ส่วนประกอบก็มีไม่มาก จะว่าไปทำง่ายกว่าแกงเขียวหวานซะอีกนะ เอาล่ะมาดูกันว่าต้องเตรียมอะไรกันบ้าง

สูตรนี้สำหรับทำกินสองคนนะคะ
1. เนื้ัอไก่ จะเป็นเนื้ออก หรือจะเป็นไก่เป็นตัวแล้วหั่นเป็นชิ้นๆ ก็ได้แล้วแต่ชอบ ประมาณเกือบๆ ครึ่งโล
2. มะเขือเปราะ ประมาณ 400 กรัม
3. ต้นหอมกับผักชีลาว หั่นเป็นท่อนๆ ยาวประมาณ 1 นิ้ว
4. ข้าวคั่ว หรือจะเปลี่ยนเป็นข้าวเบือ (ข้าวเหนียวที่นำไปแช่น้ำแล้วเอามาตำๆ) ประมาณ 2-3 ช้อนโต๊ะ

ส่วนของพริกแกงก็มี
1. เกลือ ประมาณครึ่งช้อนชา
2. ข่า หั่นออกมาประมาณ 1 นิ้วแล้วก็นำมาหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ เพื่อนำไปโขลกเป็นพริกแกงต่อไป
3. ตะไคร้ 1 ต้น หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ
4. พริกสดประมาณ 3-4 เม็ด ไม่ต้องเยอะ เพราะแกงอ่อมไม่เน้นเผ็ด
5. หอม 2-3 หัว กระเทียม 2-3 กลีบ
6. กะปิ ประมาณครึ่งช้อนชา

ส่วนของการปรุงรส
1. น้ำปลาร้า (แล้วแต่ความชอบเลยค่ะอันนี้ ทนได้มากน้อยแล้วแต่ศรัทธา อิอิ)
2. น้ำตาล ปลายช้อนชา ไว้ตัดกับรสเค็มเพื่อไม่ให้ออกมาเค็มโด่ๆ
3. น้ำปลา อันนี้กะเป็นปริมาตรไม่ได้นะคะ เอาไว้เติมตอนท้ายสุด ชอบเค็มมากเค็มน้อยก็จัดไปเลยค่ะ

วิธีทำ
1. นำส่วนของพริกแกงนั้นมาตำแบบหยาบๆ ตักใส่ถ้วยพักไว้ก่อน
2. ข้าวเหนียวที่แช่น้ำไว้ เอามาตำ แล้วแยกใส่ถ้วยไว้เช่นกัน
3. นำไก่ไปผสมกับพริกแกง ไปตั้งไฟปานกลาง ดูพอไก่เริ่มสุกบ้างก็ให้ใส่น้ำปลาร้าลงไป (ของเราเอาปลาร้ากระปุกนั่นแหล่ะมาผสมน้ำ แล้วกรองเอาเศษก้างออกไป เพราะว่ามันข้นเกิน) ขั้นตอนนี้เราเริ่มจะได้กลิ่นปลาร้าอบอวลไปทั้งบ้าน แนะนำว่าให้เปิดระบายอากาศเบอร์แรงสุดหรือไม่ก็เปิดประตูหน้าต่างสำหรับท่านๆ ที่คุณแฟนไม่ปลื้มกลิ่นปลาร้าซักเท่าไหร่ จากนั้นก็คนๆ ให้เข้ากัน
4. เติมน้ำเปล่าลงไป จะมากหรือน้อยแล้วแต่ว่าเราอยากให้แกงอ่อมนั้นเป็นแบบไหน  แบบมีน้ำบ้างพอขลุกขลิก หรือว่าแบบน้ำเยอะหน่อย  จากนั้นก็รอให้เดือดแล้วใส่มะเขือเปราะลงไป พูดถึงมะเขือ ขั้นตอนการเตรียม ตอนหั่นก็อย่าลืมตักน้ำใส่ถ้วยแล้วใส่เกลือลงไปหน่อยนะคะ แช่มะเขือลงไปในน้ำเกลือ มะเขือจะได้ไม่ดำ
5. ใส่ข้าวคั่วลงไป คนให้ทั่ว ชิมดูว่าได้รสชาดที่ต้องการหรือยัง ขาดเค็ม เติมน้ำปลา  ของเราใส่น้ำปลาลงไปแล้วก็ติดน้ำตาลปลายช้อนชา (นิดเดียวจริงๆ นะคะ) เพื่อที่จะให้แกงอ่อมนั้นออกมารสชาดไม่เค็มโด่ ให้มันกลมกล่อมเพราะแกงเราไม่ใส่ผงชูรส
6. ใส่ผักชีลาวและต้นหอมที่เตรียมไว้ เป็นอันเสร็จพิธี

ว่าด้วยเรื่องการทำอาหาร ในบล็อกนี้ไม่มีสูตรตายตัวนะคะ มีวิธีทำให้พอคร่าวๆ เพราะว่าการทำอาหารไทยนั้นมันขึ้นอยู่ว่าเราชอบรสชาดแบบไหน ชิม แล้วก็เติม จนกว่าจะได้รสชาดที่เราต้องการ